๑. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

( พ.ศ. ๒๒๗๙ - ๒๓๕๒ )



พระนามเดิมว่านายทองด้วง     ครองราชย์    พ.ศ.๒๓๒๕ - ๒๓๕๒
             ประสูติเมื่อวันพุธ เดือน ๔ แรม ๕ ค่ำ ปีมะโรง   ตรงกับวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ.๒๒๗๙     ภายในกำแพงเมืองพระนครศรีอยุธยา         ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นวัดสุวรรณดาราราม

              พระราชบิดาชื่อว่า หลวงพินิจอักษร พระราชมารดาไม่ปรากฏพระนาม เป็นธิดาตระกูลเศรษฐี ตำบลอัมพะวา แขวงเมืองสมุทรสงคราม

            เมื่ออายุได้ ๒๑ พรรษา ทรงผนวช ณ วัดมหาทะลาย ลาผนวชแล้วรับราชการเป็นมหาดเล็กหลวงในสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ( ขุนหลวงหาวัด ) เมื่ออายุ ๒๕ ปี ได้รับตำแหน่งเป็นหลวงยกกระบัตร อยู่ ณ เมืองราชบุรี ตอนกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าแล้วได้รับราชการกับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อพระชนมายุได้ ๓๒ พรรษา ได้รับบรรดาศักดิ์ เป็นที่พระราชวรินทร์ ในกรมพระตำรวจแล้วเลื่อนเป็นพระยาจักรี มีความเก่งกล้าสามารถในการรบ ถึงกับแม่ทัพพม่า ชื่อ อะแซหวุ่นกี้ ขอดูตัว จนกระทั่งได้เป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกมาเป็นลำดับ ครั้นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีสวรรคตแล้ว ได้ปราบดาภิเษกเป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ในปี พ.ศ. ๒๓๒๕ เมื่อพระชนมายุได้ ๕๔ พรรษา มีพระมเหสีทรงพระนามว่า สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี ( ท่านผู้หญิงนาก ) และทรงสร้างพระนครกรุงรัตนโกสินทร์แทนกรุงธนบุรี และทรงสถาปนาพระอนุชา ( นายบุญมา ) เป็นพระสุรสีห์ ต่อมาเป็นสมเด็จเจ้าพระยาสุรสิงหนาท ครองราชย์นานถึง ๒๗ ปี จึงสวรรคตใน พ.ศ. ๒๓๕๒



ศิลปกรรมในสมัยรัชกาลที่ ๑

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

มีการฟื้นฟูศิลปกรรมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้คงไว้ซึ่งความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปไทย ดังจะแยกให้เห็นเป็นแขนงไป


สถาปัตยกรรม

           การสร้างเมืองหลวงขึ้นใหม่ เป็นข้อยืนยันให้เห็นถึงความสำคัญของสถาปัตยกรรมที่ได้รับการฟื้นฟูไว้อย่างดีที่สุด และเท่ากับเป็นการรวบรวมสถาปนิกที่กระจัดกระจายให้มารวมกลุ่มกันอีกครั้งหนึ่ง ความประณีตความบรรจงของฝีมือจะหาได้ดูได้จากของจริงที่ยังปรากฏอยู่ทุกวันนี้ ตัวอย่างสถาปัตยกรรมที่สำคัญ
                ๑. สร้างพระนคร ใน พ.ศ. ๒๓๒๖ โปรดให้ตั้งกองสักเลกไพร่หลวงสมกำลังและเลกหัวเมืองทั้งปวง ให้เกณฑ์ทำอิฐขึ้นมาใหม่บ้าง ให้ไปรื้ออิฐกำแพงเมืองกรุงเก่าลงมาบ้าง ลงมือก่อสร้างพระนครทั้งพระบรมมหาราชวัง และพระราชวังบวรสถานมงคลให้ในปีนั้น โปรดให้รื้อป้อมวิชเยนทร์และกำแพงเมืองธนบุรีข้างฟากตะวันออกเสีย ขยายพระนครให้กว้างออกไปกว่าเก่า เกณฑ์เขมร ๑๐,๐๐๐ คน เข้ามาขุดคลองดูพระนครด้านตะวันออก ตั้งแต่บางลำพูลอดมาออกแม่น้ำข้างใต้เหนือวัดสามปลื้มยาว ๘๕ เส้น ๑๑ วา กว้าง ๑๐ วา ลึก ๕ ศอก พระราชทานชื่อว่า คลองรอบกรุง ด้านแม่น้ำตั้งแต่ปากคลองรอบกรุง ( ปัจจุบันนี้แบ่งเรียกเป็นสองตอน ตอนเหนือเรียกคลองบางลำพู ตอนใต้เรียกคลองโอ่งอ่าง ) ข้างใต้ไปจดปากคลองข้างเหนือยาว ๙๑ เส้น ๑๖ วา รวมทางน้ำรอบพระนคร ๑๗๗ เส้น ๙ วา แล้วขุดคลองหลอดจากคลองคูเมืองเดิม ๒ คลองออกไปบรรจบคลองรอบกรุงที่ขุดใหม่และขุดคลองใหม่เหนือวัดสะแก อีกคลองหนึ่ง พระราชทานนามว่า คลองมหานาค เป็นที่สำหรับประชาชนชาวพระนครจะได้ลงเรือไปประชุมเล่นเพลงและสักวาในเทศกาลฤดูน้ำเหนืออย่างครั้งกรุงศรีอยุธยา และวัดสะแกนั้นเมื่อขุดคลองมหานาคแล้ว พระราชทานนามเปลี่ยนใหม่ว่า วัดสระเกศ และขอแรงเขมรที่เข้ามาขุดคลอง ให้ช่วยขุดรากทำพระอุโบสถใหม่ด้วย ครั้นขุดคลองและตระเตรียมอิฐปูนและตัวไม้สำหรับก่อสร้างพระนครพร้อมแล้วจึงโปรดให้เกณฑ์ชาวเมืองเวียงจันทร์ ๕,๐๐๐ คน และมีตราให้หาผู้ว่าราชการหัวเมืองตลอดจนหัวเมืองสาวริมแม่น้ำโขงฟากตะวันตมเข้ามาพร้อมกันในกรุง แล้วให้แบ่งปันหน้าที่ทั้งข้าราชการในกรุงและหัวเมือง ให้คุมไพร่ช่วยกันขุดรากก่อกำแพงพระนคร ตัวกำแพงสูงประมาณ ๑.๖ เมตร หนาเกือบ ๒ เมตร มีใบเสมาเรียงเป็นระดับบนกำแพงด้านนอก และทำทางเดินบนเชิงดินกำแพงด้านในของแนวใบเสมา เพื่อให้ทหารเดินตรวจรักษาการณ์ ในยามมีศึกมาประชิดติดพระนคร แนวกำแพงพระนครทั้งหมดยาว ๑๘๘ เส้นเศษ ตามแนวกำแพงก็สร้างเป็นป้อมไว้จนรอบพระนครมีจำนวนรวมทั้งหมด ๑๔ ป้อมด้วยกัน คือ ป้อมพระสุเมรุ ป้อมยุคนธร ป้อมมหากาฬ ป้อมมหาปราบ ป้อมมหาไชย ป้อมจักเพชร ป้อมพระจันทร์ ป้อมพระอาทิตย์ ฯลฯ ระยะห่างของป้อมเหล่านี้ห่างกัน ๑๐เส้นบ้างไม่ถึง ๑๐ เส้นบ้าง มีจนรอบพระนคร
            ในเวลาเมื่อทำการสร้างกำแพงพระนครนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับพระอนุชาธิราช กรมพระราชบวรสถานมงคล เสด็จพระราชดำเนินตรวจการก่อสร้าง ทรงพระราชดำริจะให้สร้างสะพานช้างข้ามคลองรอบกรุง ที่ได้ปากคลองมหานาค จึงพระพิมลธรรม วัดโพธารามไปถวายพระพรว่า ซึ่งจะทรงสร้างสะพานช้างข้ามคูพระนครนั้น อย่างธรรมเนียมแต่โบราณมาไม่เคยมี แม้มีการศึกสงครามถึงพระนคร ข้าศึก ก็จะข้ามมาถึงชานพระนครได้โดยง่าย อีกประการหนึ่ง แม้จะแห่ขบวนเรือรอบพระนคร สะพานนั้นก็จะเป็นที่ขัดขวางอยู่ทรงพระราชดำริเห็นชอบด้วย จึงโปรดให้งดการสร้างสะพานช้างเสีย เป็นแต่ให้ทำท่าสำหรับช้างข้ามคลองรอบกรุง ที่ตรงสนามกระบือแห่งหนึ่ง
             สร้างพระบรมมหาราชวัง ขณะที่การก่อสร้างป้อมประตูรอบพระราชวัง และการก่อกำแพงกำลังดำเนินงานอยู่นั้นก็โปรดให้สร้างพระมหาปราสาทราชมณเฑียรสถานภายในพระราชวังขึ้นด้วย เพื่อให้เป็นถาวรสืบไป
             ก่อนอื่น จักขอกล่าวถึงอาณาบริเวณของพระบรมมหาราชวังโดยรอบ ซึ่งมีกำแพง ๔ ด้าน ด้านเหนือยาว ๔๑๐ เมตร ด้านตะวันออกยาว ๕๐๐ เมตร ด้านใต้ยาว ๓๖๐ เมตร ด้านตะวันตกยาว ๖๓๐ เมตร ดูแล้วเป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่ากัน มีพื้นที่ประมาณ ๑๔๖ ไร่
            ภายในกำแพงพระบรมมหาราชวังเป็นที่ตั้งวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ( วัดพระแก้ว ) พระมหามณเฑียร ( ที่ประทับของพระมหากษัตริย์ฝ่ายใน ) และพระมหาปราสาท ( ที่ประกอบพระราชพิธี )
             พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ( หมายถึงหมู่พระที่นั่งทั้งหมดพระวิมานก็เรียก พระมหามณเฑียรก็เรียก แต่มาแบ่งเรียกเฉพาะพระที่นั่งเป็นองค์ไป ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ) เป็นที่ประทับขณะเสด็จฝ่ายใน สร้างเป็นพระที่นั่งแฝดสามหลังยกพื้นสูงด้านหลังหันไปทางทิศเหนือ พระที่นั่งเทพสถานพิลาสอยู่ทางขวาสุด พระที่นั่งเทพอาสนพิไลอยู่ทางซ้ายสุด ส่วนองค์กลางทางทิศตะวันออก ที่มีพระมหาเศวตฉัตรประดิษฐานอยู่คือ พระที่นั่งจักรพรรดิ เป็นพระที่นั่งบรรทม ด้านหลังพระที่นั่งองค์นี้มีมุขกระสันยื่นออกไปเรียกว่าท้องพระโรงใน ด้านหน้าก็มีมุขกระสันยื่นออกไปเช่นกันเรียกว่า ท้องพระโรงหน้า
              พระที่นั่งหลังขวางสิบเอ็ดห้อง ( พระที่นั่งหน้าพระโรงในก็เรียก ต่อมารัชกาลที่ ๑ โปรดให้เปลี่ยนพระนามใหม่ว่า พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ) โปรดสร้างให้เป็นที่ประทับรับสั่งข้อราชการกับพระบรมวงศ์ และข้าราชการผู้ใหญ่ที่คุ้นเคยและใกล้ชิด หรือไว้วางพระราชหฤทัยเท่านั้น พระที่นั่งองค์นี้เวลาสร้างเอาด้านข้างเข้าติดต่อกับท้องพระโรงหน้าของพระที่นั่งจักรพรรดิเป็นพระที่นั่งยกพื้นลง มีความยาว ๑๑ ห้อง ด้านหน้าติดต่อกับพระที่นั่งบุษบกมาลา ต่อมา รัชกาลที่ ๑ โปรดให้เปลี่ยนพระนามใหม่ว่า พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมาน โดยมีพระทวารเทวราชมเหศวรเป็นทวารบก สำหรับเสด็จออกว่าราชการ ณ ท้องพระโรง
               พระที่นั่งบุษบกมาลา โปรดให้สร้างไว้เป็นท้องพระโรงฝ่ายหน้า พระที่นั่งนี้แต่เดิมที่สร้างนั้นไม่มีฝาผนัง แต้ก็ไม่เปิดเผยโล่งโถงเหมือนสถานที่ทั่ว ๆ ไป เพราะยังมีกำแพงแก้วล้อมรอบเป็นสัดเป็นส่วน โดยเฉพาะอยู่ต่างหาก ถ้าจะติดต่อกับภายนอกก็โดยอาศัยพระทวารเท่านั้น ซึ่งพระราชฐานชั้นนี้ก็มีทวารอยู่เพียงสองด้าน คือ ด้านเหนือ มีพระทวารทรงมงกุฎ ๑ ช่อง ซึ่งชื่อ พระทวารเทวาภิบาล นับเป็นด้านที่หนึ่ง ส่วนด้านที่สองอยู่ทางด้านตะวันตก เป็นพระทวารทรงมงกุฎช่องเดียว พระทวารนี้ชื่อ พระทวารเทเวศรรักษา
               การสร้างพระมหามณเฑียรนี้ มีมูลเหตุมาแต่คติการสร้างพระราชวังในสมัยที่กรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานีนั่นเอง และก็พอจะแบ่งลำดับได้ว่า ที่ประทับส่วนพระองค์พร้อมด้วยข้าราชบริพารผู้ใกล้ชิดนั้น เป็นเขตพระราชฐานชั้นใน พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน กับพระที่นั่งหลังขวางสิบเอ็ดห้อง ส่วนพระที่นั่งซึ่งใช้เป็นท้องพระโรงฝ่ายหน้า ก็เป็นเขตพระราชฐานชั้นกลาง พระที่นั่งบุษบกมาลาหรือท้องพระโรง
                  นอกจากจะโปรดให้สร้างพระที่นั่งขนาดใหญ่ไว้เป็นที่ประทับแล้ว ก็ยังมีหอต่าง ๆ และพระที่นั่งเบ็ดเตล็ดที่โปรดให้สร้างไว้ด้วยอีกมาก    เช่น
                                   หอพระสุลาลัยพิมาน อยู่ทางด้านตะวันออกของพระที่นั่งไพศาลทักษิณ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำหรับสักการะบูชา
                                   หอพระธาตุมณเฑียร อยู่ทางตะวันตกของพระที่นั่งไพศาลทักษิณ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิ
                                  พระที่นั่งดุสิดาภิรมย์ ตั้งอยู่บนกำแพงแก้ว มุมทางซ้ายของพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เป็นพลับพลาสำหรับเปลื้องเครื่องในการเสด็จขบวนแห่
                                    พระที่นั่งราชฤดี ตั้งอยู่ในบริเวณกำแพงแก้วของพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เป็นที่สำหรับทรงพระมุรธาภิเษก
                                พระที่นั่งสนามจันทร์ อยู่ในบริเวณของพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย มีพระบัญชรตรงกับหอพระธาตุมณเฑียร ใช้เป็นที่ประทับถวายบังคมพระบรมอัฐิโดยในหอนั้น
                                   หอศาสตราคม อยู่ทางมุมของกำแพงแก้ว พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ประดิษฐานพระพุทธรูปลานลงรักปิดทองทั้งองค์ เป็นที่สำหรับ พระสงฆ์รามัญมาสวดพระปริตร ทำน้ำพระพุทธมนต์เวลาบ่ายสองโมงทุกวัน
                                    พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ เดิมเป็นพลับพลาสูง ใช้เป็นที่ทอดพระเนตรการฝึกทหารและขบวนแห่
                                   พระมหาปราสาท พระที่นั่งที่อยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน หรือชั้นกลาง หรือบางทีก็เป็นพระมหามณเฑียร ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างพระมหาปราสาทก็เรียกรวมๆ กันไปว่า พระมหาปราสาท โดยนัยนี้ พระมหาปราสาทก็คือ พระที่นั่งนั่นเอง จะแตกต่างก็แต่วัตถุประสงค์ที่ใช้เท่านั้น
                                    พระที่นั่งอมรินทราภิเษก ( ในปี พ.ศ.๒๓๓๒ เวลา บ่ายวันอาทิตย์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๘ ฟ้าผ่าลงมาที่หน้าบันมุขเด็จเกิดไฟไหม้ลุกลามไปทั่ว ครั้นดับเพลิงสงบก็หาชิ้นดีไม่ได้แล้ว จึงโปรดให้สร้างขึ้นใหม่ คราวนี้ทำเป็นก่ออิฐถือปูน พระที่นั่งนี้มีขนาดเล็กกว่าองค์เดิม มีรูปทรงคล้ายกัน แต่มุมหน้ามุขหลังยาวกว่ามุขข้าง ครั้นสร้างแล้วเสร็จโปรดพระราชทานชื่อใหม่ว่า พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท กับให้สร้าง พระที่นั่งพิมานรัถยาขึ้นในคราวเดียวกันด้วย แต่เป็นพระมหามณเฑียรมีมุขกระสันติดต่อออกไปจากมุขหลังของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทขนาบด้วยสวนซ้ายสวนขวา จัดเป็นเขตพระราชฐานชั้นใน ) โปรดให้สร้างเพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีปราบดาภิเษก แต่เดิมสร้างด้วยไม้ มีหลังคามุข ๔ ด้าน ยาวเท่ากัน มีพระปรัศว์ซ้าย ขวา หลังคาดาดด้วยดีบุก ภายในมีพระที่นั่งพระราชบัลลังก์ประดับมุขซึ่งกั้นเศวตฉัตร
                 เรื่องการสร้างพระมหาปราสาทก็เช่นกัน    มีมูลเหตุมาแต่คติการสร้างเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา ยังเป็นราชธานีนั่งเอง
              ส่วนทางด้านสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังสถานมงคล ก็โปรดให้สร้างพระราชวังขึ้นเช่นกัน โดยสร้างขึ้นที่ด้านตรงข้ามกับพระบรมมหาราชวัง ( ที่เรียกตรงข้ามก็เพราะมีทุ่งพระเมรุ ) ทุ่งนี้แต่เดิมเป็นที่สร้างพระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินหรือศพเจ้านายชั้นสูงต่อมา ในรัชกาลที่ ๓ ใช้เป็นที่ทำนาริมวัง เพื่อจะให้เลื่องลือไปในหมู่นานาประเทศ ครั้นในรัชกาลที่ ๔ ทรงเห็นว่าการเรียกชื่อเป็นอัปมงคล จึงโปรดประกาศเมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๘ ให้เรียกว่าท้องสนามหลวงและเรียกกันมาถึงทุกวันนี้ ( คั่นอยู่ระหว่างกลางนั่นเอง ) พระราชวังนี้ประกอบด้วยพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระวิมาน และพระพิมานดุสิต หมู่พระราชวังทั้งหมู่นี้เรียกกันตามสามัญว่า วังหน้า
 

                การสร้างพระอารามหลวง
                         วัดพระแก้ว การสร้างวัดพระแก้ว ซึ่งโปรดให้สร้างขึ้นในพระบรมมหาราชวังนั้น ได้สร้างพระอุโบสถ พระเจดีย์ วิหารและศาลาราย ( มี ๑๒ หลัง ) เป็นหลายหลัง ให้ขุดสระน้ำทำหอไตร ( หอเดียวกัน อยู่ทางด้านเหนือของพระอุโบสถ เป็นการสร้างตามแบบหอธรรมที่มีแต่โบราณ ) ลงกลางสระหลังหนึ่งพระราชทานนามว่า หอพระมณเฑียรธรรม เป็นที่ไว้ตู้พระไตรปิฎกแล้วโปรดให้เลื่อนพระอาลักษณ์ ( แก้ว ) ( เดิมบวช ) เป็นพระแต่โปรดให้สึกเพราะต้องโทษ ( ดูเรื่องจาการจัดระเบียบสงฆ์เป็นพระยาธรรมปุโรหิตจางวางราชบัณฑิต เลื่อนหลวงอนุชิตพิทักษ์ ( ทองอยู่ ) เป็นพระยาพจนาพิมล ช่วยราชการในกรมราชบัณฑิตและให้ราชบัณฑิตทั้งปวง บรรดาที่เป็นอาจารย์มาบอกพระปริยัติธรรมแก่ภิกษุสามเณรที่หอพระมณเฑียรธรรมนั้นต่อไป อนึ่ง โปรดให้เชิญทูลพระเทพบิดร คือ พระรูปสมเด็นพระรามาธิบดี ( อู่ทอง ) ซึ่งเป็นปฐมวงศ์สร้างกรุงเก่ามา แปลงเป็นพระพุทธรูปหุ้มเงินยึดทองประดิษฐานไว้ในพระวิหารนั้น พระราชทานนามว่า หอพระเทพบิดร การก่อสร้างพระอารามสำเร็จในปีมะโรง ฉอศก จุลศักราช ๑๑๔๖ ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๒๗ ณ วันจันทร์ เดือน ๔ แรม ๑๕ ค่ำ จึงโปรดให้เชิญพระพุทธปฏิมากรแก้วมรกตจากโรงในพระราชวังเดิมพระราชวังฝั่งตะวันตก ลงเรื่อพระที่นั่งกิ่งมีเรื่อแห่เป็นกระบวนข้ามมายังพระอารามที่สร้างใหม่แล้วให้นิมนต์พระสงฆ์ราชาคณะประชุมทำสังฆกรรมสวดผูกพัทธสีมาในวันนั้น และการพระอารามสำเร็จบริบูรณ์ แล้วจึงพระราชทานนามว่า วัดพระศรีรัตนศาสดารามไว้เป็นที่ประชุม ข้าทูลละอองธุลีพระบาท ถือน้ำพิพัฒน์สัตยาธิษฐานปีละสองครั้ง คือ เดือน ๕ ขึ้น ๑ ค่ำครั้งหนึ่ง เดือน ๑๐ แรม ๑๑ ค่ำ อีกครั้งหนึ่งเสมอมา
 

           การปฏิสังขรณ์วัด
                     พระอารามต่าง ๆ ที่มีมาแต่เดิมแล้ว ถ้าหากว่าเกิดชำรุดทรุดโทรมไปจนแทบไม่มีของเดิมเหลืออยู่เลย มาในรัชสมัยของพระองค์ท่าน ก็โปรดให้สร้างขึ้นใหม่ โดยทับที่เดิมนั่งเอง วัดที่ทรงปฏิสังขรณ์ไว้มีดังนี้
                      ๑ . วัดโพธาราม วัดนี้เป็นวัดเก่ามาแต่สมันกรุงศรีอยุธยา ทรงสร้างใหม่ทั้งหมด เริ่มสร้างในปีพ.ศ. ๒๓๑๖ โดยใช้คนงาน ๒๐,๐๐๐ คน ถมดินที่เป็นห้วยเป็นบ่อ พอถมเสร็จก็ปราบดินต่อจนเรียบ แล้วเริ่มปฏิสังขรณ์สร้างพระอุโบสถ มีกำแพงแก้ว มีพระวิหาร มีพระเจดีย์ใหญ่หลายสิบองค์ ( พระเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุ ) หอระฆัง การเปรียญ ศาลารายขุด สระน้ำ สร้างกุฏิสงฆ์นับเป็นร้อย ๆ หลัง โปรดให้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติไตรภูมิและชาดกต่าง ๆ วัดนี้ใช้เวลาสร้าง ๑๒ ปี เมื่อเสร็จแล้วให้รวบรวมพระพุทธรูปโบราณตามหัวเมืองใหญ่น้อยมาไว้ ๑,๒๐๐ องค์โปรดให้ประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถ ในพระวิหารและหอระเบียง
วัดนี้ พระราชทานนามใหม่ว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มอบถวายสมเด็จพระวันรัต
                      ๒. วัดสระแก ได้โปรดให้รื้อใหม่ แล้วสถาปนาทั้งอาราม แล้วเสร็จก็ฉลองในปีเดียวกับวัดโพธาราม ต่อมาได้พระราชทานนามใหม่ว่า วัดสระเกศ
                        ๓.วัดทองคลองบางกอกน้อย ทรงรื้อ แล้วสถาปนาใหม่ทั้งพระอารามแล้วพระราชทานนามว่า วัดสุวรรณาราม
                      ๔. วัดพลับในคลองบางกอกใหญ่ ทรงสร้างขึ้นใหม่เพื่อพระราชทานแด่พระอาจารย์สุก ที่มาแต่วัดท่าหอยแห่งกรุงศรีอยุธยา อาราธนามาแล้วทรงตั้งให้เป็น พระญาณสังวร
                     ๕. วัดศาลาสี่หน้า โปรดอัญเชิญพระประธานในพระอุโบสถวัดพระเชตุพน แล้วโปรดให้ปฏิสังขรณ์แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า วัดคูหาสวรรค์
                        ๖. วัดบางหว้าใหญ่ สมเด็จพระพี่นางเธอ สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยาเทพสุดาวดี ทรงปฏิสังขรณ์ แล้วรัชกาลที่ ๑ ทรงอนุเคราะห์และโปรดพระราชทานนามใหม่ว่า วัดอมรินทร์
                      ๗. วัดเลียบ ทรงสถาปนาต่อจากสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ ซึ่งทรงปฏิสังขรณ์ไว้แต่เดิมเพียงพระอุโบสถและกุฏีสงฆ์เท่านั้น เมื่อแล้วเสร็จทรงพระราชทานนามใหม่ว่า วัดราชบูรณะ
                        ๘. วัดคอกกระบือ โปรดให้สร้างพระอุโบสถใหม่คนทั่วไปเรียก วัดคอกควาย
                        ๙. วัดสุวรรณ ที่กรุงเก่า ได้โปรดให้ปฏิสังขรณ์ใหม่หมดทั้งพระอาราม วัดนี้เป็นวัดที่สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกได้ทรงสร้างไว้
                        ๑๐ . วัดแจ้ง
                        ๑๑. วัดท้ายตลาด



จิตรกรรม


               ภาพจิตรกรรมในรัชกาลที่ ๑ ยังคลเลียนแบบกรุงศรีอยุธยา เช่น ภาพวาดในพระอุโบสถ หรือพระวิหาร ตั้งแต่เหนือระดับหน้าต่างไปจนถึงเพดาน มักเป็นภาพเทพชุมนุม ส่วนช่วงระหว่างช่องหน้าต่างจะวาดภาพพุทธประวัติ หรือทศชาติชาดก ผนังด้านหลังพระประธานวาดภาพเรื่องไตรภูมิและผนังตรงหน้าพระประธานวาดภาพพระพุทธเจ้าตอนผจญมาร เช่น ภาพจิตรกรรมในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระราชวังบวรสถานมงคล และฝาผนังด้านตะวันออกและตะวันตกในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ผลงานในรัชกาลที่ ๑


ประติมากรรม
 

             ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ส่วนใหญ่เป็นงานฝีมือเกี่ยวกับแกะสลัก ซึ่งมีปรากฏอยู่ตามบานประตูและหน้าบันไดพระอุโบสถ และเครื่องประกอบพระอิสริยยศต่าง ๆ เช่น พระที่นั่งราเชนทรยาน พระมหาพิชัยราชรถ พระโกศทองใหญ่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งประภัสสรชัย และบุษบกทองคำที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ส่วนที่เกี่ยวกับการประดับมุก จะหาชมได้ตามบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถพระอารามหลวง บานประตูพระมณฑปทั้งที่วัดพระแก้ว และพระที่นั่งพระพุทธบาทสระบุรี และตู้พระไตรปิฎกประดับมุก นอกจากนี้ยังมีงานช่างรูปพรรณและงานลายรดน้ำ ซึ่งนับเป็นที่เชิดชูปฏิมากรรมของไทย แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์และเครื่องราชูปโภค นอกจากนี้ก็มีเครื่องทรงพระแก้วมรกตสำหรับฤดูร้อนและฤดูฝน เท่าที่กล่าวมานี้แล้ว
                  ล้วนแต่ผลงานช่างเอกในสมัยรัชกาลที่ ๑ ทั้งสิ้น



วรรณกรรม


            พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงฟื้นฟูวรรณคดีด้วยการฝักใฝ่พระราชหฤทัยในด้านพระอักษรศาสตร์โดยแท้ ทั้งยังโปรดให้แปลเรื่องต่างประเทศไว้ด้วยมีดำรัสสั่งให้แปลหนังสือพงศาวดารจีนเป็นภาษาไทยสองเรื่อง คือ ไซฮั่น พระเจ้าหลานเธอ กรมพระราชวังหลังทรงอำนวยการแปล แต่ต้นฉบับที่เหลืออยู่เป็นฉบับเชลยศักดิ์ บานแผนกข้างต้นขาดไป จึงไม่มีลายลักษณ์อักษรเป็นหลักฐานว่าแปลเมื่อใด สันนิษฐานว่า ก่อน พ.ศ. ๒๓๔๙ เรื่องที่ ๒ คือ เรื่องสามก๊ก เจ้าพระยาพระคลัง( หน ) อำนวยการแปล ก่อน พ.ศ.๒๓๔๘ อีกเรื่องหนึ่งด้วย สำหรับเรื่องที่แปลในรัชกาลนี้นอกจาก ๒ เรื่องที่กล่าวแล้วก็ยังมีเรื่องราชาธิราช อีกเรื่องหนึ่ง หนังสือราชาธิราชเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพงศาวดารมอญ ได้แปลและเรียบเรียงขึ้นตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ ๑ นั้นมีหนังสือสำคัญเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุว่ามีพระราชประสงค์จะทรงสร้างหนังสือต่าง ๆ ให้กลับขึ้นมีไว้เป็นฉบับสำคัญสำหรับพระนครดังแต่ก่อน
               นอกจากนี้ พระองค์ท่านยังแสดงให้เห็นถึงพระราชวิริยะอุตสาหะ และความเป็นเอตะทัคคะในเชิงวรรณคดีอีกด้วย
             บทพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีท่านผู้รู้บางท่านให้คำวินิจฉัยไว้ว่าเป็นไปเพื่อเร่งเร้าปลุกใจให็คนไทยให้ฮึกเหิม และตั้งอยู่ในศีลธรรมอันดี ดังนั้นขออัญเชิญบทพระราชนิพนธ์ของพระองค์ท่าน รวมทั้งผลงานของกวีอันสำคัญ ผู้ร่วมรัชสมัยมาลงไว้
                      ๑. เพลงยาวรบพม่าที่ท่าดินแดง ทรงพระราชนิพนธ์ ขณะที่เสด็จกรีธาทัพไปรบพม่าที่ท่าดินแดง แขวงเมืองกาญจนบุรี เมื่อ พ.ศ.๒๓๒๙ สงครามครั้งนั้นนับเป็นศึกครั้งที่ ๒ ที่พม่ายกทัพเข้ามารุกรานไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ การแต่งเป็นเพลงยาวทำนองนิราศ และจัดเป็นนิราศเรื่องแรกของสมัยรัตนโกสินทร์เพื่อบันทึกเหตุการณ์ในครั้งนั้น
                        ๒. รามเกียรติ์ ทรงพระราชนิพนธ์ร่วมกับกวีในราชสำนัก เมื่อวันจันทร์ เดือนอ้าย จุลศักราช ๑๑๕๙ นพศก ตรงกับ พ.ศ.๒๓๕๐ เพื่อใช้เป็นบทละครในตอนต้นเป็นร่ายด้น ๑ บท ต่อ ๆ ไปใช้กลอนบทละคร บทละครเรื่องนี้ วรรณคดีสโมสรในสมัยรัชกาลที่ ๖ ลงมติว่า เป็นยอดของเรื่องรามเกียรติ์กระบวนการพรรณนาแจ่มแจ้งเก็บความได้หมดดีกว่าฉบับอื่น ๆ กระบวนกลอนไพเราะ บรรยายอุปนิสัยตัวละครคงเส้นคงวาตลอด
                         ๓. อุณรุท ทรงพระราชนิพนธ์เพื่อใข้เป็นบทละครในเนื้อเรื่องคล้ายคลึงกับอนิรุทธ์คำฉันทร์ของศรีปราชญ์
                        ๔. ดาหลัง โปรดให้แต่งซ่อมพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้ากุณฑลมีสำนวนครั้งกรุงเก่าแทรกอยู่ และกระบวนชมเมืองนั้นชมกรุงศรีอยุธยามากกว่าชมกรุงรัตนโกสินทร์
                         ๕. อิเหนา โปรดเกล้า ฯ ให้แต่งซ่อมบทพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้ามงกุฎ เพื่อใช้เป็นกลอนบทละครใน
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช นับเป็นกวีสำคัญและบางท่านก็มีผลงานที่ได้รับคำยกย่องว่า เป็นเอกมาแล้วแต่ในสมัยกรุงธนบุรี ทั้งนี้เพราะท่านมีชีวิตคาบเกี่ยวกันอยู่ระหว่าง ๒ รัชสมัยนั่นเอง บุคคลเหล่านั้นได้แก่
 

                 เจ้าพระยาพระคลัง ( หน ) เป็นบุตรเจ้าพระยาบดินทร์ฤาไชย ( บุญมี ) มารดาชื่อ เจริญ รับราชการในสมัยกรุงธนบุรี ได้เป็นที่หลวงสรวิชิต ตำแหน่งนายด่านเมืองอุทัย ต่อมาได้รับราชการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยาพิพัฒน์โกศา และเจ้าพระยาพระคลังเสนาบดีกรมท่า
                ผลงานทางวรรณคดี ลิลิตเพชรมงกุฎ อิเหนาคำฉันท์ สองเรื่องนี้แต่งตั้งแต่ยังรับราชการอยู่ในกรุงธนบุรี ในสมัยรัตนโกสินทร์ ได้นิพนธ์วรรณคดีไว้หลายเรื่อง เช่น
                            สามก๊ก เป็นประวัติศาสตร์อิงนิยายของจีน ล่อกวนตงปราชญ์จีนแต่งเป็นปฐม เม่าจังกังกับกิมเสียถ่างแก้ไขเพิ่มเติม เรียกว่า สามก๊กจีน รัชกาลที่ ๑ โปรดให้อำนวยการแปลเป็นร้อยแก้ว เพื่อให้เป็นตำราการเมืองและยุทธวิธี
                              ราชาธิราช เป็นพงศาวดารมอญ รัชกาลที่ ๑ โปรดให้เรียบเรียงเป็นร้อยแก้ว เพื่อเป็นคติบำรุงสติปัญญาแก่ผู้อ่าน
                              บทมโหรีเรื่องกากี แต่งจากเค้าเรื่องกุณฑลชาดกและกากาติชาดก เพื่อใช้เป็นบทร้องในวงมโหรี ทำนองแต่งเป็นกลอนแปด
                             ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง รัชกาลที่ ๑ รับสั่งให้แต่งเมื่อจุลศักราช ๑๑๕๙ พ.ศ.๒๓๔๐ เพื่อเป็นแบบธรรมเนียมการจัดกระบวนพยุหยาตราทางบก ใช้โคลงสี่สุภาพแต่งมีร่ายสุภาพนำ ๑ บท
                             ลิลิตศรีวิชัยชาดก แต่งเพื่อประดับวงการวรรณกรรมและให้เกิดกุศลแก่ผู้อ่าน ใช้ร่ายสุภาพ โคลงสุภาพ และมีโคลงดั้นวิวิธมาลาแทรกอยู่ บทที่เป็นร่ายสุภาพมีบาลีมาตั้งไว้ด้วย
                              มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์กุมารและมัทรี แต่งเพื่อใช้เทศน์ มีคาถาบาลีแทรกใช้ร่ายยาวแต่ง
 

                    พระยาธรรมปรีชา ( แก้ว ) เป็นชาวพิจิตร มารับราชการเป็นอาลักษณ์ในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และได้กราบถวายบังคมลาเพื่ออกบวช ณ วัดหงส์รัตนาราม ศึกษาวินัยจนแตกฉาน แต่ภายหลังมัวหมอง พอสิ้นรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดให้สึก แต่ก็ยังให้รับราชการ เพราะเห็นว่ามีความรู้ดี ท่านผู้นี้มีผลงานทางวรรณคดี คือ
                              โตรภูมิโลกวินิจฉัย โปรดให้แต่งเมื่อ พ.ศ.๒๓๔๕ ทำนองแต่งใช้ร้อยแก้ว แทรกบาลี บทสั้น ๆ ไว้ตลอด เพื่อให้เรื่องไตรภูมิที่แต่งแต่ก่อนมีสำนวนต้องกันและถูกต้อง
                                พระเทพโมลี ( กลิ่น ) อุปสมบทอยู่วัดราชสิทธาราม มีผลงานทางวรรณคดีหลายเรื่อง เช่น
                                                       พระมหาชาติคำหลวง ทานกัณฑ์
                                                      พระมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มหาพน แต่งเมื่อปี เถาะ พ.ศ.๒๓๕๐    เพื่อใช้เป็นบทเทศน์ แต่งด้วยร่ายยาวมีคาถาบาลีสั้น ๆ แทรกอยู่ด้วย



นาฏกรรม


                  โขน ฝึกหัดกันทั้งวังหลวงและวังหน้า ผู้เล่นเป็นมหาดเล็ก เป็นตำรวจ และยังมีโขนของเอกชนอีกหลายคณะส่วนมากก็จับเล่นเรื่องรามเกียรติ์
                 ละคร แบ่งเป็นสองชนิด คือ ละครใน เป็นที่ใช้นางในพระราชสำนักเป็นตัวแสดง และแสดงเป็นตัวพระตัวนางก็ล้วนแต่ใช้สตรีล้วน ๆ และจำกัดให้มีเล่นแต่ในพระราชสำนักเท่านั้น ละครอีกอย่างหนึ่งซึ่งก็คือ ละครนอก ซึ่งเล่นกันภายนอกพระราชฐาน ผู้แสดงก็ใช้ผู้ชายล้วน ๆ จึงค่อนข้างกระด้างและมีมุขตลกเสียโดยมาก